ข่าวและประกาศ

อัพเดทวันที่ 13 พ.ย. 2562
คลังนำร่องเปิดตัว 3 ดิจิทัลแพลตฟอร์มบนบล็อกเชน คืนภาษีนักท่องเที่ยวเริ่ม 28 พ.ย.นี้

       4 หน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับธนาคารกรุงไทย ในการดำเนินงานโครงการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)  ยกระดับเพิ่มประสิทธิภาพระบบงาน นำร่อง 3 โครงการ กรมสรรพากร –กรมศุลกากร จับมือพัฒนาระบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว กรมบัญชีกลาง ยกระดับระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะพัฒนาการออมผ่านพันธบัตรอิเล็กทรอนิกส์  หนุนคนไทยเข้าถึงการออมได้อย่างมีประสิทธิภาพ บล็อกเชนช่วยลดขั้นตอน รวดเร็ว ปลอดภัย โปร่งใส และตรวจสอบได้ 

       นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินโครงการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง  ที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่  27 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ดังนั้นการลงนามความร่วมมือสำหรับแต่ละโครงการในวันนี้ (13 พ.ย.) จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของ

       การ  Execution โครงการใช้เทคโนโลยี Blockchain ประกอบด้วย 3 โครงการ ซึ่งจะนำกระทรวงการคลัง  ไปสู่ Digital Platform อย่างเต็มรูปแบบ

       โครงการแรก  การคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว (VAT Refunds for Tourists) เป็นความร่วมมือกันระหว่างกรมสรรพากร  กรมศุลกากร และธนาคารกรุงไทย ในการนำระบบบล็อกเชน มาใช้ในการคืนภาษีให้กับนักท่องเที่ยว ผ่าน Mobile Application โดยในระยะที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่มาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคน  ยอดมูลค่าการซื้อสินค้าประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และมีจำนวนนักท่องเที่ยวขอคืนภาษี เฉลี่ย 2 แสนรายต่อเดือน จากสถิติส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสูงสุด  ประมาณร้อยละ 70 และชาวจีนส่วนใหญ่จะไม่นิยมใช้เงินสด เข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสด (Cashless society)  ซึ่งโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เริ่มเข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้ภาครัฐต้องยกระดับการให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการ และต้องปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ๆ  ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน มาใช้กับระบบการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้นักท่องเที่ยว  ช่วยเพิ่มความโปร่งใส  มีความปลอดภัยสูง ปลอมแปลงได้ยาก  และสามารถตรวจสอบได้             

       นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการของภาครัฐ โดยช่วยลดเรื่องการตรวจเอกสาร ลดการใช้กระดาษได้สูงสุด 10 ล้านใบต่อปี ลดต้นทุนในการจัดการ ลดความหนาแน่นของคิวที่สนามบิน ลดต้นทุนในการบริหารจัดการเงินสด และสามารถคัดแบบข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกได้ทันที จากเดิมใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เหล่านี้ล้วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของประเทศ การกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการรายย่อย การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนระดับรากหญ้า   ซึ่งขณะนี้โครงการได้ผ่านการทดสอบอย่างเต็มรูปแบบเรียบร้อยแล้ว และจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้

              โครงการที่สอง ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Government Procurement : e-GP) ซึ่งประกอบด้วย 2 โครงการย่อย คือ

       1) e-LG การออกหนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ประกอบการในระบบ e-GP ซึ่งจะช่วยลดขั้นตอนและการตรวจสอบหลักประกันของผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของหลักประกันที่นำมาใช้ โดยผู้ประกอบการสามารถขอ e-LG จากทุกธนาคารและผ่านระบบบล็อกเชนที่พัฒนา

       2) e-Credit Confirmation โดยบล็อกเชนของ e-GP มีการรวบรวมข้อมูลประวัติของผู้ประกอบการนิติบุคคล รวมถึงระบบ Rating ของผู้ประกอบการตามผลงานในการทำงานกับภาครัฐ สามารถช่วยให้ผู้ประกอบการลดระยะเวลา และภาระของผู้ประกอบการในการจัดเตรียมเอกสาร เพื่อขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการและการยื่นเสนอราคา โดยจากข้อมูล ปี2562  ภาครัฐมีการจัดซื้อจัดจ้างกว่า 3.6 ล้านโครงการ วงเงินรวมกว่า1.4 ล้านล้านบาท ลดภาระให้ผู้ประกอบการกว่า 270,000 ราย เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความโปร่งใสของระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งช่วยผลักดันการใช้งบประมาณในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่รากหญ้าให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมโยงกับระบบของสถาบันการเงิน และระบบการประเมินคุณภาพแบบบูรณาการของผู้ประกอบการที่ร่วมงานกับภาครัฐได้อีกด้วย   โดยในเดือนธันวาคม 2562  ผู้ประกอบการสามารถขอหนังสือรับรองวงเงินสินเชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ( e-Credit Confirmation ) ของธนาคารกรุงไทยผ่านระบบ e–GP ได้ทันที โดยธนาคารกรุงไทยเป็นธนาคารแห่งแรกที่สามารถให้บริการดังกล่าวได้  

       โครงการที่สาม การออมผ่านพันธบัตรรัฐบาล ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (DLT Scripless Bond) จะช่วยให้การออกพันธบัตรรัฐบาล การจำหน่าย รวมถึงการรับฝากหลักทรัพย์ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนทุกระดับชั้นสามารถเข้าถึงการออมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้เกิดความคล่องตัวทั้งในตลาดแรกและขยายตัวสู่ตลาดรองในอนาคต เสริมสร้างความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ด้วยระบบจองก่อนได้ก่อน (First Come First Serve) ในการจัดจำหน่าย และช่วยลดขั้นตอนในกระบวนการต่างๆ ให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ระบบบล็อกเชน ยังช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการจองซื้อพันธบัตร เพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนของตนเอง และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยลดระยะเวลาในกระบวนการออกใบพันธบัตรทั้งหมด จากเดิม 15 วันเหลือไม่ถึง 2 วัน โดยรัฐบาลจะเริ่มออกพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลผ่านระบบบล็อกเชน ในช่วงเดือน พ.ค. 2563

       นับเป็นก้าวแรกที่กระทรวงการคลังนำดิจิทัลสร้างเศรษฐกิจสู่ชุมชน และก้าวที่สำคัญในการบูรณการความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงการคลัง และองค์กรชั้นนำที่สำคัญของประเทศที่ให้เกียรติมาร่วมงานในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันสร้างความแข็งแกร่ง ด้วยการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีบล็อกเชน มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและประเทศชาติ เข้าสู่ Thailand 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ


ฝ่ายกลยุทธ์การตลาด
13 พฤศจิกายน 2562