ผลิตภัณฑ์และบริการ

พิมพ์

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ.

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กยศ.

           บมจ.ธนาคารกรุงไทย ได้รับมอบหมายจากกระทรวงการคลังให้ทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ตามพระราชบัญญัติกองทุน พ.ศ. 2541 มาตรา 37 โดยมีหน้าที่และความรับผิดชอบตามมาตรา 38 ซึ่งปัจจุบัน มีข้อมูลกองทุน 3 ประเภท ดังนี้

1. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

2. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ปีการศึกษา 2549/2551/2552

3. เงินกู้เพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) ปีการศึกษา 2555 (ผู้กู้ยืมปีแรกในปีการศึกษา 2555 เป็นต้นไป)

 

ขั้นตอนการขอกู้ยืมเงิน: คลิ๊กที่นี่ เพื่อเข้าเว๊บไชต์ www.studentloan.or.th

 

วงเงินให้กู้

  • ตามประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

 

หลักเกณฑ์ในการขอกู้

  • นักศึกษามีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี สามารถกู้ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาและค่าครองชีพได้ หรือตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษากำหนด
  • นักเรียนหรือนักศึกษา ที่ไม่มีรายได้ประจำ ที่ต้องการใช้เงินทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาของตนเอง
  • เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาต่อในประเทศ
  • ระยะเวลาให้กู้ตั้งแต่มัธยมปลายสูงสุดไม่เกินปริญญาตรีในประเทศ

 

คุณสมบัติผู้กู้ยืม

  1. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (สายสามัญและสายอาชีพ)
  2. ระดับอุดมศึกษา (อนุปริญญา ปริญญาตรี) ทั้งภาคปกติ ภาคพิเศษ
  3. เป็นผู้มีสัญชาติไทย
  4. เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษากำหนด ดังนี้
    • ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ หมายความว่า ผู้ที่มีรายได้ต่อครอบครัวไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี รายได้ต่อครอบครัวพิจารณาตามหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้
    • รายได้รวมของนักเรียนหรือนักศึกษาผู้ขอกู้ยืม รวมกับรายได้ของบิดามารดา ในกรณีที่บิดา มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง
    • รายได้รวมของนักเรียนหรือนักศึกษาผู้ขอกู้ยืม รวมกับรายได้ของผู้ปกครอง ในกรณีที่ผู้ใช้อำนาจปกครองมิใช่บิดา มารดา
    • รายได้รวมของนักเรียนหรือนักศึกษาผู้ขอกู้ยืม รวมกับรายได้ของคู่สมรสในกรณีที่ผู้ขอกู้ยืมได้ทำการสมรสแล้ว
  5. มีคุณสมบัติอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด ดังนี้
    • เป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีหรือผ่านเกณฑ์การวัดและประเมินผลของสถาบันการศึกษา
    • เป็นผู้ที่มีความประพฤติดี ไม่ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษาขั้นร้ายแรง หรือไม่เป็นผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสีย เช่น หมกมุ่นในการพนัน เสพยาเสพติดให้โทษ ดื่มสุราเป็นอาจิณหรือเที่ยวเตร่ในสถานบันเทิงเริงรมย์เป็นอาจิณ เป็นต้น
    • เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามระเบียบหรือประกาศการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในโรงเรียนสถานศึกษา หรือสถาบันการศึกษาที่อยู่ในสังกัดการควบคุม หรือกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง หรือส่วนราชการ
  6. อื่นๆ ทบวงมหาวิทยาลัย รัฐวิสาหกิจ
    • ไม่เคยเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาใด ๆ มาก่อน
    • ไม่เป็นผู้ที่ทำงานประจำในระหว่างศึกษา
    • ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
    • ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
    • ต้องมีอายุในขณะที่ขอกู้ โดยเมื่อนับรวมกับระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี และระยะเวลาผ่อนชำระอีก 15 ปีรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60 ปี

 

การทำนิติกรรมสัญญา

  • สถานศึกษาเป็นผู้พิจารณาดำเนินการและลงนามในเอกสารสัญญากู้ยืม

 

คุณสมบัติของผู้รับรองรายได้

ในการรับรองรายได้ของผู้กู้ยืม ให้ผู้ขอกู้ยืมจัดหาบุคคลใดบุคคลหนึ่งดังต่อไปนี้เป็นผู้รับรอง

  1. เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้รับบำเหน็จบำนาญ ตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542 (พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2542)
  2. สมาชิกสภาเขต สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร หรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
  3. หัวหน้าสถานศึกษาที่ผู้ขอกู้ยืมศึกษาอยู่

 

การค้ำประกัน

  • ผู้ค้ำประกันต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ดังนี้
    1. บิดา มารดา หรือผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือคู่สมรส หรือ
    2. บุคคลที่ประกอบอาชีพมีรายได้น่าเชื่อถือตามที่คณะกรรมการพิจารณาให้กู้ยืมประจำสถานศึกษากำหนดให้เป็นผู้ค้ำประกันได้
  • แนวปฏิบัติเรื่องการค้ำประกัน
    1. กรณีที่นักเรียน/นักศึกษา ไม่มีบิดา มารดา ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นผู้ให้การยินยอมในการทำนิติกรรมสัญญาและเป็นผู้ค้ำประกัน ผู้ปกครอง ได้แก่ ผู้ปกครองตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 132 กฎกระทรวง ระเบียบที่ออกตามกฎหมายดังกล่าว รวมทั้งประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องผู้ปกครอง นักเรียน/นักศึกษา ซึ่งหมายถึง บุคคลซึ่งรับนักเรียน/นักศึกษาไว้ในความปกครอง หรืออุปการะเลี้ยงดู หรือบุคคลที่นักเรียน/นักศึกษาอาศัยอยู่
    2. กรณีคู่สมรสของผู้ค้ำประกันไม่ยินยอมลงนามให้ความยินยอมค้ำประกัน ให้ผู้ค้ำประกันลงนามฝ่ายเดียวได้
    3. กรณีคู่สมรสของผู้ค้ำประกันมอบอำนาจให้ผู้ค้ำประกันลงลายมือชื่อฝ่ายเดียวแทน ให้ผู้ค้ำประกันลงนามฝ่ายเดียวได้
    4. ผู้ค้ำประกันไม่สามารถเพิกถอนการค้ำประกันได้ ในระหว่างเวลาที่ผู้กู้ยืมเงิน ต้องรับผิดชอบอยู่ตามเงื่อนไขในสัญญากู้ยืมเงิน
    5. ในการทำสัญญากู้ยืมเงินแต่ละครั้ง ผู้กู้ยืมเงินอาจเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ผู้ค้ำประกันคนเดิม
  • แนวปฏิบัติเรื่องการเปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ค้ำประกัน
    1. กรณีที่ผู้กู้ยืมได้บันทึกรายละเอียดผู้ค้ำประกัน (ขั้นตอนที่ 4 ในระบบ e-Studentloan) แต่ยังมิได้มีการทำสัญญาหากผู้กู้ยืมประสงค์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขผู้ค้ำประกัน เพราะผู้ค้ำประกันคนเดิมไม่ได้มีสัญชาติไทยก็ดี หรือเพราะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ดี กรณีนี้กองทุน เห็นว่า ควรอนุญาตให้ผู้กู้ยืมเปลี่ยนแปลงแก้ไขผู้ค้ำประกันในระบบ e-Studentloan ได้
    2. กรณีที่ผู้กู้ยืมได้มีการทำสัญญาแล้วแต่อยู่ในขั้นตอนสถานศึกษาตรวจสัญญา(ขั้นตอนที่ 5 ในระบบ e-Studentloan และผู้บริหารสถานศึกษายังมิได้ลงนามในฐานะผู้ให้กู้ยืม หากผู้กู้ยืมประสงค์จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขผู้ค้ำประกัน เพราะผู้ค้ำประกันคนเดิมไม่ได้มีสัญชาติไทยก็ดี หรือเพราะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ดี กรณีนี้กองทุนเห็นว่า ควรอนุญาตให้ผู้กู้ยืมเปลี่ยนแปลงแก้ไขผู้ค้ำประกัน โดยการทำสัญญาฉบับใหม่ หรือใช้วิธีขีดฆ่าชื่อผู้ค้ำประกันเดิม และระบุชื่อผู้ค้ำประกันคนใหม่แล้วลงนามกำกับ และให้ผู้ค้ำประกันคนใหม่ลงชื่อในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย
    3. กรณีที่ผู้กู้ยืม ผู้ค้ำประกัน และผู้ให้กู้ยืม (ผู้บริหารสถานศึกษา) ได้ลงนามในสัญญาค้ำประกันแล้ว หากผู้กู้ยืมประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงผู้ค้ำประกันเพราะผู้ค้ำประกันคนเดิมไม่ได้มีสัญชาติไทย เพราะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ดี กรณีนี้กองทุน ขอให้สถานศึกษาดำเนินการจัดทำบันทึกข้อตกลงแนบท้ายสัญญา เพื่อให้ผู้กู้ยืมผู้ค้ำประกัน คนใหม่ และผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้ให้กู้ยืม ลงนามในบันทึกข้อตกลง แล้วส่งบันทึกข้อตกลงดังกล่าวให้ธนาคาร
    4. กรณีที่ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอนเงินค่าเล่าเรียนแล้วไม่สามารถขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลการค้ำประกันได้
  • ภาระความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกัน
    1. ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินผิดสัญญา ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดชำระหนี้เงินกู้ยืมคืนกองทุนในฐานะลูกหนี้ร่วมกับผู้กู้ยืมเงิน
    2. ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินได้รับการผ่อนผันระยะเวลา หรือผ่อนผันจำนวนเงินในการชำระหนี้ไม่ว่ากรณีใด ๆ โดยจะแจ้ง หรือไม่ได้แจ้งให้ผู้ค้ำประกันทราบก็ตาม ให้ถือว่าผู้ค้ำประกันตกลงยินยอมด้วยในการผ่อนผันระยะเวลาหรือผ่อนผันจำนวนเงินในการชำระหนี้ทุกครั้ง

 

เอกสารหลักฐานที่ใช้ประกอบการพิจารณากู้ยืมเงิน

  1. แบบคำขอกู้ยืมเงินที่จัดพิมพ์ออกจากระบบ e-Studentloan และแบบคำขอกู้ยืมเงินที่เป็นเอกสาร (แบบกยศ.101)
  2. เอกสารของผู้ยื่นคำขอกู้ยืมเงิน
    • สำเนาทะเบียนบ้าน หรือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  3. เอกสารของบิดา และมารดา หรือผู้ปกครอง หรือคู่สมรสของผู้ยื่นคำขอกู้ยืมเงิน
    • สำเนาทะเบียนบ้าน หรือ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  4. เอกสารประกอบการรับรองรายได้ ดังนี้
    • กรณีบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือคู่สมรสของผู้ขอกู้ยืมเงินมีรายได้ประจำ ให้ใช้หนังสือรับรองเงินเดือน/สลิปเงินเดือนของบุคคลนั้นแล้วแต่กรณี
    • กรณีบิดา มารดา ผู้ปกครอง ผู้ยื่นคำขอกู้ยืมเงิน หรือคู่สมรสของผู้ขอกู้ยืมเงินไม่มีรายได้ประจำให้ใช้หนังสือรับรองรายได้ครอบครัวของผู้ขอกู้ยืมเงิน (แบบกยศ.102) และสำเนาบัตรประจำตัวข้าราชการของผู้รับรองรายได้
  5. หนังสือแสดงความคิดเห็นของอาจารย์แนะแนวหรืออาจารย์ที่ปรึกษา (แบบกยศ.103)
  6. แผนผังแสดงที่ตั้งของที่อยู่อาศัย พร้อมรูปถ่ายที่อยู่อาศัยของบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง
  7. ใบแสดงผลการศึกษา/สำเร็จการศึกษาในปีการศึกษาที่ผ่านมา
  8. เอกสารอื่นๆ ซึ่งสถานศึกษาพิจารณาเพิ่มเติม
  9.  * หมายเหตุ : สำเนาเอกสารทุกฉบับต้องลงลายมือชื่อ โดยเจ้าของเอกสาร เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของบิดา บิดาต้องเป็นผู้รับรองสำเนาถูกต้อง เป็นต้น

 

การเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้กู้ยืมเงิน

  1. นักเรียน นักศึกษา เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ณ สาขาของธนาคารกรุงไทย โดยมีหลักฐาน ดังนี้
    • หนังสือแจ้งผลการอนุมัติให้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (แบบ กยศ.104) ของสถานศึกษา(ฉบับจริง) ห้ามใช้ตรายางประทับแทนการลงลายมือชื่อ
    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  2. ติดต่อทำใบคำขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ได้ทั้งแบบมีสมุดคู่ฝาก หรือแบบไม่มีสมุดคู่ฝาก โดยอนุโลมให้เปิด บัญชีเป็นศูนย์บาทได้ กรณีที่เปิดแบบไม่มีสมุดคู่ฝาก นักเรียน นักศึกษาจะได้รายละเอียดของบัญชีเป็นหลักฐานการเปิดบัญชี
  3. กรณีที่ต้องการทำบัตร ATM ให้นักเรียน นักศึกษาแจ้งความประสงค์การขอมีบัตร ATM โดยจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีเฉพาะบัตร ATM ประเภทบัตรธรรมดาใบที่ 1 เท่านั้น และจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปีเมื่อครบปี โดยการหักเงินจากบัญชีโดยนักเรียน นักศึกษาจะต้องมียอดเงินคงเหลือในบัญชีไม่ต่ำกว่า 100 บาท
  4. กรณีที่เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุดคู่ฝาก นักเรียน นักศึกษาจะต้องทำบัตร ATM และต้องสมัครใช้บริการ KTB Netbank ด้วย โดยจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมเช่นเดียวกับข้อ 3
  5. กรณีที่นักเรียน นักศึกษาย้ายสถานศึกษาและขอเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ใหม่ ธนาคารกรุงไทยจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปี เช่นเดียวกับลูกค้าทั่วไป

 

การจัดทำสัญญากู้ยืมเงิน

  1. การทำสัญญากู้ยืมเงิน และแบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพให้ผู้ขอกู้ยืมและสถานศึกษาตรวจสอบความถูกต้อง หากมีการแก้ไขให้ผู้กู้ยืมเงินหรือสถานศึกษาดำเนินการผ่านระบบ e-Studentloan ก่อนการจัดพิมพ์
  2. สัญญากู้ยืมเงิน และแบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ จะต้องจัดพิมพ์จากระบบ e-Studentloan ของกองทุนอย่างละ 2 ฉบับ และต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเองเท่านั้น โดยลายมือชื่อผู้ให้กู้/ผู้มีอำนาจลงนามของสถานศึกษาต้องเหมือนกับตัวอย่างลายมือชื่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนสถานศึกษาที่ส่งให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (บมจ.ธนาคารกรุงไทย)
  3. ให้สถานศึกษาตรวจสอบสัญญากู้ยืมเงิน และแบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ และเอกสารประกอบให้ถูกต้อง ครบถ้วน ทุกฉบับก่อนรวบรวมส่งให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (บมจ.ธนาคารกรุงไทย) โดยปฏิบัติดังนี้
    • ตรวจดูชื่อ/นามสกุลผู้กู้ยืมเงิน ตรงกับลายมือชื่อจริง
    • ตรวจดูการลงรายละเอียดในสัญญากู้ยืมเงิน และแบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพให้ครบถ้วนถูกต้องทุกช่อง เช่น ชื่อผู้กู้ยืมเงิน ชื่อผู้ค้ำประกัน ฯลฯ
    • ตรวจเอกสารประกอบสัญญากู้ยืมเงินให้ครบถ้วน โดยให้ลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินแบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ เป็นแบบเดียวกับที่ลงลายมือชื่อในเอกสารประกอบต่างๆ
    • ตรวจสอบให้ผู้ให้กู้ยืมเงิน ผู้ค้ำประกัน และคู่สมรสผู้ค้ำประกันลงนามในสัญญากู้ยืมเงินให้ครบทุกช่อง พร้อมทั้งลายมือชื่อของพยาน หากผู้กู้ยืมเงินอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ ให้บิดา มารดาหรือผู้ปกครองตามกฎหมายลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมด้วย (ห้ามใช้ตรายางประทับแทนการลงลายมือชื่อ)
    • หากผู้ค้ำประกันไม่สามารถมาลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมเงินต่อหน้าเจ้าหน้าที่ หรือผู้บริหารสถานศึกษาให้ตรวจดูว่ามีลายมือชื่อเจ้าพนักงานทะเบียนท้องที่หรือท้องถิ่น ณ ภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านหรือภูมิลำเนาที่ประกอบอาชีพของผู้ค้ำประกันรับรองมาหรือไม่
  4. เมื่อสถานศึกษาตรวจสอบสัญญา และแบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพถูกต้อง และครบถ้วนแล้วให้สถานศึกษาเข้าระบบ e-Studentloan เพื่อยืนยันความถูกต้องของสัญญา และแบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ ก่อนนำส่งผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (บมจ.ธนาคารกรุงไทย)
  5. ให้สถานศึกษาจัดส่งสัญญากู้ยืมเงิน และแบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ และเอกสารประกอบที่ลงนามแล้ว ให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมแบบละ 1 ฉบับ และคืนคู่ฉบับทุกแบบให้ผู้กู้ยืมเก็บไว้อย่างละ 1 ฉบับ
  6. ห้ามมิให้สถานศึกษาเก็บสัญญากู้ยืมเงิน และแบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพ ของผู้กู้ยืมเงินไว้หากต้องการเก็บเป็นหลักฐานให้ถ่ายเอกสารไว้เป็นหลักฐานแทน

 

การให้กู้ยืมมี 2 ส่วน

  1. ค่าครองชีพ

    กองทุนจะจ่ายเข้าบัญชีของผู้กู้ยืมหลังจากผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมตรวจสอบสัญญา/ แบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพว่าถูกต้องและครบถ้วนตรงกับข้อมูลที่ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมได้รับจากระบบ e-Studentloan โดยจะจ่ายเงินค่าครองชีพให้ผู้กู้ยืมเงินทุกเดือน ในวันที่เคยจ่ายเงินให้ผู้กู้ยืมครั้งแรก

  2. ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา

    กองทุนจะจ่ายเข้าบัญชีของสถานศึกษาหลังจากผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมตรวจสอบสัญญา/แบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษา และค่าครองชีพว่าถูกต้องและครบถ้วนตรงกับข้อมูลที่ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมได้รับจากระบบ e-Studentloan โดยจะโอนเงินให้กับสถานศึกษาทุกวันที่ 10 และ 20 ของเดือน
    กรณีสัญญา/แบบลงทะเบียนเรียน/แบบยืนยันค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาและค่าครองชีพไม่ถูกต้องผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมจะแจ้งให้สถานศึกษาทราบโดยทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์  (Auto e-mail) เพื่อให้สถานศึกษาแก้ไขให้ถูกต้องเมื่อแก้ไขเสร็จสิ้นแล้วให้สถานศึกษาจัดทำใบนำส่งเอกสารเพิ่มเติมจากระบบ e-Studentloan แนบมาพร้อมกับเอกสารที่แก้ไขแล้วส่งให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมดำเนินการต่อไป
    ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมจะจัดส่งรายงานการโอนเงินค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาให้กับสถานศึกษาทาง Auto e-mail ตามจำนวนครั้งที่โอนเงิน หากไม่ได้รับ Auto e-mail ให้สถานศึกษาติดต่อกับผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม

 

การยกเลิกสัญญา และ/หรือแบบยืนยันการลงทะเบียน

ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินมีความต้องการยกเลิก แก้ไข/เปลี่ยนแปลงสัญญากู้ยืมเงิน และ/หรือแบบยืนยันการลงทะเบียนเรียนที่ได้ทำการส่งข้อมูลให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม(บมจ.ธนาคารกรุงไทย) แล้วให้ผู้กู้ยืมติดต่อสถานศึกษา เพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการ ดังนี้

  1. ทำการยกเลิกสัญญากู้ยืมเงิน และ/หรือแบบยืนยันการลงทะเบียนเรียน ในระบบ e-Studentloan ตามที่กองทุนกำหนด และพิมพ์แบบฟอร์มยกเลิกสัญญากู้ยืมเงิน และ/หรือแบบยืนยันการลงทะเบียนเรียนพร้อมทั้งแบบฟอร์มคืนเงิน (ในกรณีที่มีการจ่ายเงินตามแบบยืนยันการลงทะเบียนเรียนนั้นแล้ว)
  2. ส่งแบบฟอร์มยกเลิกสัญญากู้ยืมเงินและ/หรือแบบยืนยันการลงทะเบียนเรียนให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม(บมจ.ธนาคารกรุงไทย)ทันทีที่ทำเสร็จ
  3. นำแบบฟอร์มคืนเงินไปชำระเงินที่สาขาของผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม(บมจ.ธนาคารกรุงไทย) แล้วส่งเอกสาร (แบบฟอร์มและใบนำฝากหรือ PAY IN SLIP) มายังฝ่ายบริหารโครงการภาครัฐ บมจ.ธนาคารกรุงไทย

 

ส่งคืนเงินกู้ยืมของผู้กู้ยืมที่มิได้ใช้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน

ก่อนสิ้นภาคการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา และ/หรือเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาที่รับผิดชอบการดำเนินงานกองทุน มีหน้าที่ต้องส่งข้อมูลเกี่ยวกับยอดเงินค่าเล่าเรียน และ/หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาที่สถานศึกษาได้รับจริงจากผู้กู้ยืมเงินแต่ละรายซึ่งเป็นข้อมูลหลังจากเสร็จสิ้นการเพิ่ม-ถอนรายวิชาแล้วผ่านระบบ e-Audit ของกองทุนเพื่อตรวจสอบ หากไม่สามารถปฏิบัติได้โดยไม่มีเหตุอันควร กองทุนจะพิจารณาระงับการโอนเงินให้แก่สถานศึกษาสำหรับภาคการศึกษาถัดไปก็ได้
ผู้บริหารสถานศึกษา และ/หรือเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษาที่รับผิดชอบการดำเนินงานกองทุนต้องส่งคืนเงินกู้ยืมของผู้กู้ยืมเงินที่มิได้ใช้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมให้แก่กองทุนก่อนสิ้นภาคการศึกษาแต่ละภาคของสถานศึกษานั้น หากมิได้ส่งคืนเงินภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว กองทุนมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด

 

ค่าธรรมเนียมของการส่งคืนเงินกู้ยืมของผู้กู้ยืมเงินที่มิได้ใช้ตามที่กำหนดในสัญญากู้ยืมเงิน

สถานศึกษาไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม เนื่องจากการคืนเงินกองทุนดังกล่าว ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมจะต้องนำยอดเงินของผู้กู้ยืมเงินแต่ละรายไปลดยอดหนี้รายบุคคล เปรียบเสมือนการชำระหนี้ก่อนกำหนด ดังนั้น ผู้กู้ยืมจึงต้องเป็นผู้รับภาระดังกล่าว โดยธนาคารจะหักจากยอดเงินของผู้กู้ยืมเงินที่ส่งคืนเงินกองทุนรายการละ 10 บาท กรณียอดเงินส่วนที่ส่งคืนกองทุนของผู้กู้ยืมเงินน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 บาท จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม

 

การแจ้งสถานภาพและการแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้กู้ยืมเงิน

หน้าที่ของผู้กู้ยืมเงิน มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

  1. ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกู้ยืมตรงกับความเป็นจริง
  2. ต้องดำเนินการเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินผ่านระบบ e-Studentloan ด้วยตนเอง และต้องเก็บรักษารหัสผ่านที่ได้รับจากกองทุนไว้เป็นความลับ หากผู้กู้ยืมเงินยินยอมให้บุคคลอื่นดำเนินการเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินผ่านระบบแทนให้ถือว่าผู้กู้ยืมเงินเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง
  3. ต้องแจ้งการเปลี่ยนชื่อ ย้ายที่อยู่ หรือย้ายสถานศึกษา และจบการศึกษาหรือพ้นสภาพการเป็นนักเรียน/นักศึกษาภายใน 15 วันนับแต่วันเปลี่ยนชื่อ ย้ายที่อยู่ ย้ายสถานศึกษา จบการศึกษาหรือพ้นสภาพการเป็นนักเรียน/นักศึกษาต่อผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (บมจ.ธนาคารกรุงไทย) (ตามแบบ กยศ.108)
  4. ต้องแสดงตนต่ออาจารย์ที่ปรึกษาอย่างน้อยภาคละหนึ่งครั้ง
  5. ต้องแจ้งสถานภาพการเป็นนักเรียน/นักศึกษาไปที่ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (บมจ.ธนาคารกรุงไทย) หากยังมีสถานภาพเป็นนักเรียน/นักศึกษาอยู่แต่ไม่ได้กู้ยืมเงินกองทุน (ตามแบบ กยศ.204)
  6. ต้องแจ้งที่อยู่และสถานที่ทำงาน พร้อมจำนวนเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ได้รับให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (บมจ.ธนาคารกรุงไทย) ทราบภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มทำงาน ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินย้ายที่อยู่ หรือเปลี่ยนงาน หรือสถานที่ทำงาน หรือมีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเงินเดือนหรือค่าจ้าง ผู้กู้ยืมต้องแจ้งให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืมทราบภายใน 30 วัน

หน้าที่ของสถานศึกษา

  1. สถานศึกษามีหน้าที่รายงานผลการศึกษาของผู้กู้ยืมเงินที่กำลังศึกษาอยู่ให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (บมจ.ธนาคารกรุงไทย) ทราบ (ตามแบบ กยศ.110) ทุกสิ้นปีการศึกษา (มาตรา 51)
  2. ในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินพ้นสภาพการเป็นนักเรียน/นักศึกษาไปแล้วไม่ว่าด้วยเหตุใด สถานศึกษาต้องแจ้งให้ผู้บริหารและจัดการเงินให้กู้ยืม (บมจ.ธนาคารกรุงไทย) ทราบ (ตามแบบ กยศ. 109) ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พ้นสภาพ (มาตรา 51)

 

Download

 

สถานที่ติดต่อเกี่ยวกับงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

ฝ่ายบริหารโครงการภาครัฐ บมจ.ธนาคารกรุงไทย อาคารสุขุมวิท ชั้น 14

เลขที่ 10 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตย

เขตคลองเตย กทม. 10110

โทร 02-208-8699

โทรสาร 02-256-8198 หรือ 02-256-8375

E-Mail: Webmaster:gsl@ktb.co.th

 

 

สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาชั้น 5 - 6  อาคาร เอ ไอ เอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์

เลขที่ 89  ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง

เขตดินแดง กทม. 10400

โทร 02-016-4888

โทรสาร 02-016-4800

 

 

สำนักงานคณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่หนึ่งชั้น 9 อาคารรัชมังคลาภิเษก

กระทรวงศึกษาธิการ

ดุสิต กรุงเทพฯ 10300

โทร.0-2280-6220-1 โทรสาร 0-2280-6220

E-mail : edloans@emisc.moe.go.th

 

 

สำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่สองอาคารทบวงมหาวิทยาลัย ชั้น 12

เลขที่ 328 ถนนศรีอยุธยา ราชเทวี

กทม. 10400

โทร (02) 3545460

โทรสาร (02) 354547

 

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่