นักลงทุนสัมพันธ์

ติดต่อนักลงทุนสัมพันธ์

ฝ่ายสถาบันการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์

โทรศัพท์ 0-2208-3668-9

แฟกซ์ 0-2256-8800

อีเมล: IR@ktb.co.th

พิมพ์

สารจากประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการใหญ่

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

 

       ปี 2559 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ ด้วยแรงขับเคลื่อนจากภาครัฐเป็นสำคัญ แต่กระนั้น ก็ยังมีความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจของระบบธนาคารพาณิชย์ อาทิ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ภัยแล้งรุนแรง การลงทุนภาคเอกชนยังชะลอตัว เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ ทั้งยังเกิดความผันผวนบ่อยครั้ง ปัญหาในภาคธนาคารต่างประเทศ รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่กระจายไปในทุกภาคส่วน ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยต่ำ และการหันไประดมทุนผ่านตลาดทุนมากขึ้นของภาคเอกชน กดดันให้ยอดสินเชื่อคงค้างของธนาคารหดตัวลงร้อยละ 6.1 จากปีก่อน สวนทางกับสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Gross NPL) ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.3 ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเติบโตในอัตราชะลอลง เพียงร้อยละ 3.3 อย่างไรก็ดี ธนาคารมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 13.3 มาอยู่ที่ 32,283 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 ของระบบธนาคารพาณิชย์ และดีขึ้นจากอันดับ 4 ในปี 2558 เป็นผลจากการเติบโตของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิกว่าร้อยละ 7.5 ตามการบริหารต้นทุนทางการเงินให้ลดต่ำลง จนทำให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับร้อยละ 3.30 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.02 ในปี 2558 ทั้งนี้ สอดคล้องกับการดำเนินงานภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ในช่วงที่ 2 ของ Three Summits หรือ 2nd Summit (ปี 2559–2563) ที่มีเป้าหมายในการปิดช่องว่างกับธนาคารคู่เทียบ ในด้านกำไร ส่วนแบ่งการตลาด และประสิทธิภาพ

       ธนาคารยังคงมุ่งเน้นสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสนับสนุนการดำเนินงานภาครัฐ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนและศักยภาพของประเทศ เช่น การสนับสนุนโครงการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment) โดยเปิดให้ลงทะเบียน PromptPay และให้บริการโอนเงินอุดหนุนจากภาครัฐสู่ประชาชน (G2C) เป็นต้น นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ อาทิ โครงการรับชำระค่าปรับจราจร บริการรับชำระภาษี 3 กรมแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร  และโครงการขายลดเช็คในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (KTB e-LBD) เป็นต้น  รวมทั้งการยกระดับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสารสนเทศ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น  

       สำหรับปี 2560 ธนาคารยังมีภารกิจท้าทายสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารให้แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง และทัดเทียมกับธนาคารคู่เทียบ ทั้งด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน และทักษะความเชี่ยวชาญของบุคคลากร  ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรให้ยั่งยืนในระยะยาว  นอกจากนี้ ธนาคารยังต้องเตรียมพร้อมรับกับความท้าทายที่อาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ อาทิ การเปลี่ยนโฉมระบบการชำระเงินของประเทศ ตามการสนับสนุน e-Payment และ Cashless Society ของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบมากต่อรายได้และรูปแบบการทำธุรกิจ อีกทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Banking ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป การเข้ามามีบทบาทในตลาดมากขึ้นของกลุ่ม Financial Technology (FinTech) ล้วนส่งผลให้การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ดี ธนาคารจะพยายามฉกฉวยโอกาสที่มาพร้อมกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความคืบหน้าในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ และการปรับตัวดีขึ้นของภาคส่งออก

       นอกจากนี้ ในฐานะที่ธนาคารเป็นทั้งธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นสถาบันการเงินของภาครัฐ ธนาคารจึงต้องดูแลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างกำไรที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ธนาคารจึงมีแผนการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2560 อาทิ

  • การสนับสนุนโครงการ National e-Payment ตามที่ภาครัฐให้ความไว้วางใจให้ธนาคารเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ร่วมกับพันธมิตรอื่นๆ เช่น การเดินหน้าโครงการพร้อมเพย์ในส่วนของนิติบุคคล  การร่วมประมูลเพื่อขยายจุดติดตั้งอุปกรณ์เครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ Electronic Data Capture (EDC) เป็นต้น
  • การเพิ่มบทบาทในการเป็นช่องทางส่งผ่าน และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจตามโครงการต่างๆ ของภาครัฐ อาทิ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยเป็นกลไกหลักในการปล่อยสินเชื่อทั้งทางตรงและทางอ้อมสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย อีกทั้งจะมีส่วนสำคัญในการช่วยรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคให้เติบโตอย่างทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำ ภายใต้กลยุทธ์ Area-Based Financing โดยเป็นจุดหลักเชื่อมการค้าชายแดนและผ่านแดน และในพื้นที่ 18 กลุ่มจังหวัด ตามยุทธศาสตร์การค้าของประเทศ
  • การเดินหน้าสู่การเป็น Best  Digital Banking โดยมุ่งเน้นพัฒนาความสามารถด้านเทคโนโลยี และยกระดับการบริหารจัดการข้อมูล (Data Analytics) รวมถึงการปรับปรุงและบริหารจัดการช่องทางบริการให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ (Network Rationalization and Reformat)
  • การพัฒนาศักยภาพของบุคคลากร และบริหารผลตอบแทนอย่างเหมาะสม สามารถเชื่อมโยงผลการปฎิบัติงานที่แตกต่างกันไปสู่ผลตอบแทนที่แตกต่างกันได้ในลักษณะ Performance Driven Organization และจะมุ่งเน้นการทำงานแบบ “ONE KTB” ซึ่งเป็นการบูรณาการจุดแข็งในทุกภาคส่วนของธนาคารให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อมุ่งสู่ความเป็นหนึ่งในด้านส่วนแบ่งการตลาด เพื่อเป็นธนาคารที่มีคุณธรรม โปร่งใส และน่าเชื่อถือ เพื่อเป็นธนาคารที่เข้าใจลูกค้ามากที่สุด และเป็นธนาคารที่สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า

       ท้ายสุดนี้ ในนามของคณะกรรมการธนาคาร ผู้บริหาร พนักงาน และบริษัทในเครือ ขอขอบพระคุณท่านผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนลูกค้าผู้มีอุปการคุณที่ไว้วางใจและให้การสนับสนุนธนาคารอย่างดีเสมอมา พวกเราขอให้คำมั่นว่าจะเป็น Your Trusted Banking Partner” ที่ดำเนินงานอย่างมืออาชีพ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน คำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาล และสนับสนุนการดำเนินงานภาครัฐ ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อผลักดันให้ทุกภาคส่วนเติบโตก้าวไกล ไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

 

 

ดร.สมชัย สัจจพงษ์
ประธานกรรมการธนาคาร
นายผยง ศรีวณิช
กรรมการผู้จัดการใหญ่

 

ติดต่อนักลงทุนสัมพันธ์

ฝ่ายสถาบันการเงินและนักลงทุนสัมพันธ์

โทรศัพท์ 0-2208-3668-9

แฟกซ์ 0-2256-8800

อีเมล: IR@ktb.co.th